อะไรจะเกิดขึ้น หากแมนเชสเตอร์ซิตี้ ไม่ได้ไปเตะถ้วยยุโรป 2 ปี

อะไรจะเกิดขึ้น หากแมนเชสเตอร์ซิตี้ ไม่ได้ไปเตะถ้วยยุโรป 2 ปี

ถือเป็นข่าวใหญ่ช็อกวงการฟุตบอลไปทั่วทั้งโลก ณ เวลานี้ เมื่อทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดนแบนห้ามร่วมการแข่งในฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ถึง 2 ฤดูกาล โดยเริ่มจากฤดูกาล 2020-2021 ถึงฤดูกาล 2021-2022 เนื่องฟีฟ่าตรวจพบว่า พวกผมทำผิดกฎด้านการเงินหรือกฎ ไฟแนนเชียล แฟร์เพลย์ นั่นเอง โดยขณะนี้แมนซิตี้ อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลกีฬาโลก (ซีเอเอส) และถ้าหากเกิดขึ้นจริง จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บ้าง เรามาลองดูกันครับ

1.เม็ดเงินที่แมนซิตี้ จะต้องสูญเสียจากการ อดไปลุยศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก มีการเปิดเผยว่า ทีมเรือใบสีฟ้า อาจจะสูญเงินมากถึง 170 ล้านปอนด์เลยทีเดียว หากรวมยอดเงินที่ต้องโดนปรับอีก 30 ล้านปอนด์ นับเป็นเงินจำนวนมหาศาล ถึง 200 ล้านปอนด์เลยทีเดียว ซึ่งปัญหานี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่อีกหลายข้อเลยทีเดียว

2.กุนซืออย่าง เป๊ป กวาดิโอล่า อาจลาทีม ปฎิเสธไม่ได้ว่า นับแต่เป๊ป กวาดิโอล่า เข้ามาทำทีม เขาได้ทำให้แมนซิตี้ กลายเป็นเกมที่มีเกมรุกน่ากลัว อย่างยิ่ง และคว้าแชมป์ในประเทศเป็นว่าเล่น แต่การที่สโมสรโดนลงโทษ ทำให้อาจเห็นยอดกุนซือรายนี้ โยกย้ายไปคุมทีมอื่น ถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่า ขออยู่ช่วยกอบกู้สถานการณ์ของทีมก็ตาม

3.บรรดานักเตะบิ๊กเนมพร้อมย้ายออกจากสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ราฮีม สเตอร์ริ่ง เซอร์กิโอ อเกวโร่ เควิน เด บรอยน์ แอนเดอร์สัน โมราเอส แบร์นาโด ซิลวา โรดรี้  อิลคาย กุนโดกัน รวมถึงแข้งบิ๊กเนมอีกมาย เพื่อไปกอบโกยความสำเร็จในสโมสรอื่นที่พร้อมอ้าแขนรับพวกเขา

4.บรรดาสตาร์ไม่อยากมาร่วมทัพ นอกจากมีสิทธิ์เสียบรรดาผู้ตัวหลักออกไปแล้ว การซื้อผู้เล่นฝีเท้าดีเข้ามาร่วมทีมก็อาจจะไม่ง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว เนื่องการโดนแบนในเวทียุโรป เปรียบเสมือนการอดแสดงฝีเท้าในรายการใหญ่ และหากเป๊ป อำลาทีมไป แรงดึงดูด ผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์คงลดลงไปมากเลยทีเดียว

5.บรรยากาศภายในห้องแต่งตัวแย่ ขนาดแฟนบอลเองยังรู้สึกช็อกมากกันเลยทีเดียวกับข่าวนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บรรดานักเตะและสตาฟโค้ชจะรู้สึกช็อคขนาดไหน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลงานในสนามด้วย ในพรีเมียร์ลีกอาจจะหมดลุ้นไปแล้ว เนื่องจากพวกเขาตามหลังจ่าฝูง ลิเวอร์พูล มากถึง 19 แต้ม แถมยังแข่งมากกว่า 1 นัด ปัญหาสำคัญอยู่ในรายการ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ซึ่งเป้าหมายของพวกเขาคือแชมป์ รายการนี้

อย่างไรก็ตามแฟนบอลเรือใบสีฟ้า ก็ยังคงต้องรอลุ้นต่อไป ว่าพวกเขาจะสามารถอุทธรณ์โทษ ได้ผ่านหรือไม่ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้เรือใบสีฟ้า ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปโดยไวนะครับ

หักปีกหงส์แดง! เพราะอะไร แอตเลติโก้ มาดริดถึงเอาชนะลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

หักปีกหงส์แดง! เพราะอะไร แอตเลติโก้ มาดริดถึงเอาชนะลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

เกมส์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก รอบ16ทีมสุดท้าย นัดแรก มีการพลิกล็อคเล็กน้อย เมื่อ แอตเลติโก้มาดริด เปิดบ้านเอาชนะ ลิเวอร์พูล สโมสรยักใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์อังกฤษ ไปด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งนับเป็นการพ่ายแพ้ ครั้งแรกของลิเวอร์พูล นับตั้งแต่พ่ายนาโปลี 2-0 ในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่ม (ไม่นับเกมคาราบาว คัพ ที่แพ้แอสตัน วิลลา 5-0 เนื่องจากชุดนั่นเป็นดาวรุ่งทั้งทีม)

ในเกมส์นี้เจอร์เก้น คล็อปป์ เจ้านายใหญ่ของ ลิเวอร์พูล จัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงสนาม ส่วนทางฝั่งเจ้าบ้าน แอตเลติโก มาดริด ผลงานช่วงหลังค่อนข้างแย่ 5 นัดหลังสุดในลีก ชนะเพียงนัดเดียวเท่านั้น รั้งอันดับ 5 ของตาราง แถมยังมีผู้เล่นบาดเจ็บค่อนข้างมาก ลองมาวิเคราะห์กันดูครับ ว่า แอตเลติโก้ มาดริดใช้กลยุทธแบบไหน ถึงสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้

1.ปล่อยให้ลิเวอร์พูลครองบอล หากดูสถิติหลังจบเกมส์แล้ว ทัพหงส์แดงครองบอลสูงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ส่งบอลกันมากถึง 726 ครั้ง ส่วนฝั่งเจ้าบ้าน ครองบอลเพียง 27 เปอร์เซ็นต์ ส่งบอลกันแค่ 276 ครั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นการปล่อยให้ลิเวอร์พูลครองบอลอยู่ฝ่ายเดียวจริงๆ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ครองบอลเท่านั้น เพราะลิเวอร์พูลไม่มีโอกาศยิงให้ตรงกรอบเลย แม้แต่ครั้งเดียว โดยตรามีวางระบบ 4-4-2 มี โธมัส ปาร์เตย์ และ ซาอูล นิเกซ ลงเป็นกองกลางตัวรับถึง 2 คนคอยไล่บี้และเคลียร์บอล

2.พยายามยั่วยุและถ่วงเวลา หลังจากโดนขึ้นนำอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า ลิเวอร์พูลต้องโหมกระบุกอยู่แล้ว ซึ่งก็เข้าทางของแอตเลติโก้ มาดริด เพราะพวกเขาพยายามยั่วยุผู้เล่นลิเวอร์พูล และเมื่อกรรมการแจกใบเหลืองให้กับ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้คล็อปป์ตัดสินใจถอดเขาออกตั้งแต่เริ่มครึ่งหลังไม่นาน เพราะเกรงจะโดนใบแดงจากการโดนยั่วยุ ซึ่งก็เข้าทางแอตเลติโก มาดริดมากขึ้นไปอีก เพราะความอันตรายของลิเวอร์พูลจะลดลงไปเยอะ

3.เพราะชายที่ชื่อว่า ดิเกโอ้ ซิเมโอเน่ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นโค้ชที่เขี้ยวรากดินในด้านเทคติคของเกมรับแล้ว ซิเมโอเน่ ยังเป็นที่เคารพของนักเตะและแฟนบอลอีกด้วย หากใครได้ดูถ่ายทอดสด จะเห็นได้ว่าเขาพยายามกระตุ้นลูกทีมตลอดเวลา รวมถึงกระตุ้นแฟนบอล ให้โห่ร้อง กดดันผู้เล่นลิเวอร์พูล จนเจ้าหนู เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล ค่อนข้างมีอาการตื่นสนาม ครอสบอลออกนอกอวกาศไปเลย

และนั่นเองทำให้ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้เป็นนัดที่ 2 ในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกฤดูกาลนี้ โดยนัดหน้าลิเวอร์พูลจะเปิดรังแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ แอตเลติโก้ มาดริด ในวันที่ 12 มีนาคม ที่จะถึง

หงส์แดงจะคว้าแชมป์ไร้พ่าย!  จากใจแฟนลิเวอร์พูล

หงส์แดงจะคว้าแชมป์ไร้พ่าย!  จากใจแฟนลิเวอร์พูล

ณ เวลานี้คงปฎิเสธไม่ได้ว่า พลพรรค หงส์แดง ลิเวอร์พูล คือทีมระดับต้นๆของโลก โดยเฉพาะผลงานสุดเกรียงไกร จากการผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ในฤดูกาลผ่านที่มา รวมถึงแชมป์ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ และคว้าแชมป์สโมสรโลกมาประดับบารมี และมีตราสโมสรโลกมาเติมแต่งบนชุดแข่ง

ทางด้านผลงานในลีก ลิเวอร์พูลยังยืนหยัดรั้งอันดับที่หนึ่งของตารางอย่าเหนียวแน่น โดยทิ้งห่างแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับที่ 2 ขาดถึง 19 แต้ม แถมยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด หากดูจากรูปการแล้ว แชมป์พรีเมียร์ปีนี้ คงไม่ไปไหนแน่นอน และที่สำคัญ หงส์แดงยังเป็นทีมเดียว ที่ยังไม่แพ้ใครในลีก ทำให้นอกจากแฟน หงส์แดงทั่วโลก ล้วนยินดีปรีดากับผลงานทีมรักเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะลุ้นคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกในรอบ 30 ปีแล้ว อีกหนึ่งสติที่ลิเวอร์พูลอยากเห็นมันเกิดขึ้นนั่นก็คือแชมป์ไร้พ่ายนั่นเอง

ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2003-2004 ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ภายใต้การนำทัพของ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือเลือดน้ำหอม พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผลงานไร้พ่าย ชนะ 26 เสมอ 12 ซึ่งแน่นอนว่า สถิติไร้พ่ายของอาร์เซน่อลนั้น ยังคงถูกบันทึกประวัติศาสตร์ยาวนั้นถึงทุกวันนี้

ย้อนกลับมาที่ลิเวอร์พูลพวกเขาเกือบจะทำสำเร็จอยู่แล้วในฤดูที่ผ่านมา โดยพวกเขา ลงเล่น 38 นัด ชนะ30 เสมอ7 และแพ้เพียง1นัด ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์ในฤดูกาล ด้วยคะแนน 97 แต้ม ซึ่งห่างจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น ทำให้ลิเวอร์พูลถูกยกย่องให้เป็น รองแชมป์ที่ดีที่สุดตลอดกาล แต่ก็นั่นแหละครับ ในโลกนี้ไม่มีใครจดอันดับที่ 2 หรือพระรองเท่าไรนัก ทำให้ฤดูกาลหงส์แดง หมายมั่นปั้นมืออย่างแน่วแน่ ว่าจะนำเอาถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก กลับเข้าสู่ถิ่นแอนฟิลด์ให้จงได้

ด้วยผลงาน 26 นัด ชนะ 25 เสมอ 1 ซึ่งเป็นการหลุดเสมอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงต้นฤดูกาลนั่นเอง ทำให้       ลิเวอร์พูล ยังมีลุ้นทำสถิติไร้พ่ายได้อยู่ ทุกคนล้วนมีสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการทีมหรือนักเตะ ต่างไม่เคยออกมาประกาศมั่นใจว่าจะสามารถคว้าแชมป์ได้ เพราะพวกเขาโฟกัสไปที่แต่เกมส์เท่านั้น โดยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตที่ทำได้เพียงแค่เฉี่ยวไปมา สำหรับในฤดูกาลนี้ เด็กหงส์อย่างผมเชื่อว่า ทีมจะสามารถแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้แน่นอน ส่วนเรื่องสถิติไร้พ่ายนั่น คิดว่าไม่สามารถทำได้ อาจมีพลาดแพ้บ้าง เนื่องจาก หงส์แดงยังมีโปรแกรมต้องเตะยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ซึ่งเชื่อว่า คล็อปป์ อาจทำการโรเตชั่นนักเตะ รวมถึงแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก ก็คงไม่หวังถึงขนาดนั้น แต่หากเกิดไร้พ่ายได้จริง ก็คงถือเป็นกำไร และผมเชื่อว่าการที่เราได้เห็นทีมรักคว้าแชมป์ลีก เพียงแค่นั้น ก็คงมีความสุขมากแล้วล่ะครับ

ส่อลาทีม! เผย 3 แข้งดัง ที่หงส์แดงพร้อมปล่อยฟรีหลังจบฤดูกาล

หงส์แดง ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จ่อปล่อย 3 นักเตะออกจากทีม หลังจบฤดูกาลนี้ เนื่องจากสัญญาฉบับล่าสุดของนักเตะทั้ง 3 ราย จะหมดลงในที่ 30 มิถุนายน 2020 โดยหงส์แดง ก็เลือกที่จะไม่ต่อสัญญาออกไปอีก ทำให้พ่อค้าแข้งทั้ง 3 สามารถย้ายทีมโดยไม่มีค่าตัว

 

เริ่มต้นที่รายแรก นั่นก็คือ แอนดี้ โลเนอร์แกน ผู้รักษาประตูจอมเก๋า วัย 36 กระรัต ซึ่งลิเวอร์พูล เซ็นสัญญาเข้ามาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว ด้วยสัญญา 1 ฤดูกาล เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนผู้รักษาประตูในขณะนั้น โดยฤดูกาลนี้ยังไม่ได้สนามให้กับลิเวอร์พูลแม้แต่นัดเดียว คาดว่าจบฤดูกาลน่าจะถูกปล่อยตัวออกไป ตามความคาดหมาย

11th July 2019; Prenton Park, Tranmere, England; Pre-season friendly football, Tranmere versus Liverpool; Nathaniel Clyne of Liverpool controls the ball as Liverpool attack (photo by David Blunsden/Action Plus via Getty Images)

รายต่อมา จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก นาธาเนียล ไคลน์ แข้งวัย 28 ปี ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นกำลังหลักได้ หลังเสียตำแหน่งจนต้องตกเป็นตัวสำรองของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล์ จนฤดูกาลที่แล้วต้องระเห็จย้ายไปร่วมทีมบอร์นมัธ ในรูปแบบยืมตัว ซึ่งฤดูกาลนี้เจ้าตัวยังไม่ได้ลงสนามให้กับทัพหงส์แดงเลย แม้แต่นัดเดียว จากอาการบาดเจ็บ ทำต้องพักยาว และหลุดออกจากแผนการทำทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสถานการณ์ล่าสุด แวสแฮมต์และบอร์นมัธ กำลังให้ความสนใจในตัวนักเตะอยู่

มากันที่รายสุด เชื่อว่าแฟนหงส์แดงหลายๆคน ไม่อยากให้เขาคนนี้ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ นั่นก็คือ อดัม ลัลลาน่า นั่นเอง โดยลัลลาน่า ถือเป็นผู้เล่นคนสำคัญของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในช่วงแรกของการทำทีม แต่หลังจากอาการบาดเจ็บเขาก็มักตกไปเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งกุนซือขาวเยอรมัน ก็อยากต่อสัญญากับนักเตะเช่นกัน แต่ไม่สามารถการันตีโอกาสในการลงเล่นให้ได้ หลังจากจบฤดูกาลนี้เชื่อว่า ลัลลาน่า น่าจะอำลา หงส์แดง เพื่อโอกาสการลงสนามที่มากขึ้น โดยคาดว่าน่าจะย้ายไปร่วมทัพ จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังให้ความสนใจอยู่ หากเป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าจะเป็นการกลับไปร่วมงานกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีต กุนซือ ที่คว้าตัวเข้ามายังถิ่นแอนฟิลด์นั่นเอง สำหรับซีซั่นนี้ อดัม ลัลลาน่า ลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลไปทั้งสิ้น 13 นัด โดยเป็นตัวจริงเพียง 3 นัด ทำได้ 1 ประตู 1 แอสซิสต์ ซึ่งเป็นประตูสำคัญช่วยให้ ลิเวอร์พูล ตีเสมอ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และนั่นทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมเดียวใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ที่ยังไม่แพ้ใคร

ถึงจะปล่อยตัวผู้เล่นออกไปถึง 3 ราย แต่เชื่อว่าคงไม่มีผลกระทบกับลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน เนื่องจากในเวลานี้ขุมกำลังของทัพหงส์แดงที่มี เรียกได้ว่าแกร่งทั่วแผ่นจริงๆ

 

“สไตล์ผมเข้ากับลิเวอร์พูล” : ทิโม แวร์เนอร์

สไตล์ผมเข้ากับลิเวอร์พูล : ทิโม แวร์เนอร์

“มีหลายอย่างชี้ชัดว่าสไตล์การเล่นของผมจะเข้ากับลิเวอร์พูล และเยอร์เก้น คล็อปป์ คือกุนซือที่ดีที่สุดในโลก”

แวร์เนอร์ กล่าวกับ Sky Germany หลังจบเกมกับ ชาลเก้ โดยเป็นเกมที่เขาสามารถทำประตูและแอสซิสต์ช่วยทีม

ได้อีกครั้งในบุกไปถล่ม ชาลเก้ 5-0

ศูนย์หน้าเมืองเบียร์ แห่งสโมสร ‘แอร์เบ ไลป์ซิก’ รายนี้ คือศูนย์หน้าที่ฉีกกฎ ก้าวข้ามการเล่นเป็นกองหน้าสไตล์เดิมๆ อย่างสิ้นเชิง เริ่มตั้งแต่การเลือกเบอร์เสื้อ โดยเขาเลือกสวมทั้งเบอร์ 7 และ 11 แทนที่จะเป็นหมายเลข 9 หรือ 10 ตามธรรมเนียมดั้งเดิม ซึ่งสอดคล้องกับการที่เขาสามารถเล่นได้แทบทุกตำแหน่งในเกมรุก

ทิโม แวร์เนอร์ ฉายแววการเป็นสุดยอดศูนย์หน้ามาตั้งแต่ ย้ายจาก สตุทท์การ์ท มาอยู่กับ ไลป์ซิก เมื่อปี 2016 และ

เขาไม่ต้องการใช้เวลาปรับตัวมาเป็นข้ออ้าง ซัลโวไป 21 ประตู พา แอร์เบ ไลป์ซิก จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งรองแชมป์

บุนเดสลีกา เยอรมัน

ศูนย์หน้าอินทรีเหล็ก ยังคงรักษาความคงเส้นคงวาได้ในฤดูกาลถัดมา โดย ‘ราล์ฟ ฮาเซนฮึทเทิล’ เคยลองจับเขา

ลงเล่นในตำแหน่งปีกขวาด้วย ซึ่งแวร์เนอร์สามารถเล่นตามแทคติคได้เป็นอย่างดี

หลังจากการเข้ามาของ ‘ราล์ฟ รังนิค’ กุนซือคนใหม่ เขาถูกปรับตำแหน่งการยืนอีกครั้ง แต่นั้นก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับ

ประสิทธิภาพในการทำเกมรุกของเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งการเคลื่อนไหวยามมีบอล และยามไม่มีบอล ที่ยากจะคาดเดา

จุดเด่นอีกข้อนึงของเขาคือ การที่สามารถเล่นได้ทั้งเท้าซ้ายและขวาอย่างดีเยี่ยม ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพในการ

ยิงประตูและแอสซิสต์ช่วยทีมเท่านั้น การเคลื่อนที่ยามไม่มีบอลของเขายังเป็นสิ่งที่แนวรับคู่แข่งต้องหวั่นเกรงอีกด้วย

และทุกสิ่งที่กล่าวมานี้เอง ก็ไม่รอดพ้นสายตาของ ‘โยอาคิม เลิฟ’ กุนซือทีมชาติเยอรมันนี ด้วยความหลากหลาย

และสารพัดประโยชน์ในการเล่นของเขา และยิงไปแล้ว 10 ประตู จากการลงเล่น 25 นัดในการลงรับใช้ทีมชาติ ทั้งๆที่ถูกโยก

ไปเล่นเล่นในตำแหน่งริมเส้น

STUTTGART, GERMANY – SEPTEMBER 04: Timo Werner of Germany (11) scores to make it 3:0 for Germany while Omar Elabdellaoui of Norway (r) looks on during the FIFA 2018 World Cup Qualifier between Germany and Norway at Mercedes-Benz Arena on September 4, 2017 in Stuttgart, Baden-Wuerttemberg. (Photo by Alexander Hassenstein/Bongarts/Getty Images)

การจับกองหน้าสารพัดประโยชน์รายนี้ไปเล่นตำแหน่งใดก็ตามในเกมรุก ไม่สามารถลดทอนประสิทธิภาพของเขาได้

แม้แต่น้อย แม้ว่าตำแหน่งที่เขาถนัดที่สุด จะเป็นกองหน้าตัวเป้าก็ตาม แต่ ทิโม ก็สามารถเล่นตำแหน่งริมเส้น หรือฟอลซ์ไนน์ หรือมิดฟิลด์ตัวรุกได้อย่างสุดยอดไม่แพ้กัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแทคติคที่กุนซือเลือกจะใช้ โดยไม่ว่าจะเป็นแทคติคไหน

เขาก็ยังคงผลิตสกอร์ช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง

และการที่ตอนนี้ เขาทำไปแล้ว 21 ประตูในบุนเดสลีก้า ตามหลังเพียงขาประจำอย่าง เลวานดอฟสกี้ นั้น หลายฝ่าย

ต่างก็มีความเชื่อว่า ทิโม แวร์เนอร์ นั้น มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นได้ทั้งสุดยอดศูนย์หน้าระดับโลก หรือ ปีกระดับเวิลด์คลาส

ด้วยกันทั้งสองตำแหน่งเลยทีเดียว

ลิเวอร์พูลโมเดล! บอร์ดมิลานหวังใช้หงส์แดงเป็นต้นแบบทวงคืนยิ่งใหญ่

ลิเวอร์พูลโมเดล! บอร์ดมิลานหวังใช้หงส์แดงเป็นต้นแบบทวงคืนยิ่งใหญ่

หากจะกล่าวถึงสโมสรยักษ์หลับ เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึง เอซี มิลาน สโมสรจากเมืองมักกะโรนี ซึ่งอดีตเคยยิ่งใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับกลายมาเป็น ยักษ์หลับ และ กลายไม่ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ ดังเช่นในอดีตแล้ว โดยการคว้าแชมป์ลีกครั้งสุดท้าย ต้องย้อนไปไกลถึงฤดูกาล 2011 หรือเมื่อ 9 ปีมาแล้ว โดยหลังจากนั้นผลงานในลีกของพวกเขา ก็ลุ่มๆดอนๆมาโดยตลอด แม้จะดีขึ้นมาบ้างในระยะหลัง แต่ก็ยังถือว่าห่างจากความสำเร็จ หากเปรียบเทียบกับช่วงยุครุ่งเรือง

ความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าส่งผลให้ฤดูกาลปัจจุบัน เอซี มิลาน รั้งเพียงแค่อันดับ 7 ของตารางเท่านั้น แถมยังเคยพลาดท่าเปิดซานซีโร่พ่ายให้กับ แอตตาลันต้า ไปถึง 0-5 กันเลยทีเดียว ก่อนที่แฟนบอลจะหมดศรัทธาไปและสโมสรจะตกต่ำไปมากกว่านี้ อิวาน กาซิดิส หนึ่งในบอร์ดบริหาของสโมสร ออกมาเปิดเผยว่า เขาจะขอนำพา เอซี มิลานกลับสู่ความยิ่งใหญ่ให้ได้ เหมือนกับการที่ลิเวอร์พูลกำลัง แสดงให้เห็นปัจจุบัน

โดยอิวาน กาซิดิส ที่ย้ายเข้ามาในช่วงปี 2018 จากสโมสรอาร์เซนอล ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ กล่าวว่า เอซี มิลาน สามารถทำตามแบบแผนของลิเวอร์พูลได้ หลังจากฤดูกาลที่ผ่านมา พลพรรคหงส์แดง ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก

ได้อย่างยิ่งใหญ่ แถมยังเดินหน้าคว้าความสำเร็จ เถลิงบัลลังค์แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ และแชมป์สโมสรโลก ขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ยังร้อนแรงต่อเนื่องด้วยการนำโด่งเป็นจ่าฝูง ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทิ้งห่างอันดับสอง อย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ ถึง 19 แต้ม แถมแข่งน้อยกว่าอีก 1 นัด  เข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์ลีกมากขึ้นไปทุกที

“พวกเขา ตกอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นเดียวกับพวกเรา แต่ตอนนี้ขากลับขึ้นมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้สำเร็จ”

“ลิเวอร์พูลได้ทำแสดงให้ทุกคนเห็นแล้ว ว่าพวกเขากำลังยืนอยู่ในจุดสูงสุด และในอนาคต คุณได้เห็น เอซี มิลาน ยืนอยู่ในจุดนั้นเช่นเดียวกัน” และนี่คำกล่าว ของอิวาน กาซิดิส ชายผู้หมายมั่นจะปลุกปีศาจ แดงดำให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

หากจะว่ากันตามตรง สถานการณ์ของเอซี มิลาน ปัจจุบัน ถือว่าค่อนข้างสาหัส เนื่องจากชื่อชั้นของนักเตะในชุดปัจจุบัน รวมการพลาดตั๋ว ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก มาหลายฤดูกาลแล้ว ทำให้พวกเขาเสีย เม็ดเงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งในเรื่องของความนิยมใน เซเรีย อา ค่อนข้างน้อยหากเทียบกับ พรีเมียร์ลีก ส่งผลให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด น้อยลงไปตามไปด้วย เรื่องเหล่านี้ส่งผลถึงการดึงนักเตะระดับแนวหน้าสู่ทีม และก็ส่งผลกระทบไปยังผลสนาม เป็นลูกโซ่ต่อไป ยังไงก็ได้แต่หวังว่า เอซี มิลาน จะฟื้นจากยักษ์หลับ กลายมาเป็นปีศาจ แดงดำ ที่น่ากลัวดังเช่นในอดีตนะครับ

รู้ก่อนเตะ พรีเมียร์ลีก นัดที่ 27 ลิเวอร์พูล – แวสแฮมต์ ยูไนเต็ด

รู้ก่อนเตะ พรีเมียร์ลีก นัดที่ 27 ลิเวอร์พูล – แวสแฮมต์ ยูไนเต็ด

 

เกมพรีเมียร์ลีกเดินทางมาถึงนัดที่ 27 โดยคู่นี้เป็นเกมนัดตกค้าง ระหว่าง หงส์แดง ลิเวอร์พูลทีมอันดับ 1 ของตารางคะแนน ปะทะ ขุนค้อน แวสแฮมต์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 18 โดยทั้งสองทีมจะลงแข่งขันกันในเวลา 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนจะชมเกมนัดนี้ เรามาดูความพร้อมของทั้งสองทีมกันครับ

 

ลิเวอร์พูล – นัดนี้ได้หงส์แดงจะได้กลับมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์อีกครั้ง หลังจากสัปดาห์ก่อนในเกม ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก พวกเขาออกไปพ่าย แอตเลติโก้ มาดริด ไป 1-0 แถมยังเสีย กัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สันจากอาการบาดเจ็บ ส่วนนักเตะรายอื่นๆ ฟิตเต็มที่พร้อมลงสนามในเกมนี้

ในเกมนิ้ลิเวอร์พูลน่าจะมาในระบบ 4-3-3 ที่คุ้นเคย ผู้รักษาประตูเป็น อลิซอน เบคเกอร์ คู่เซนเตอร์แบ็ค จะเป็น เวอร์จิล ฟานไดค์ จับคู่กับ โจเมซ แบ็คซ้ายขวาจะเป็น แอนดรูว โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล สามกองกลางได้แก่ ฟาบิญโญ , จอร์นิจิโอ ไวนัลดุม และ นาบี เกอิต้า ที่น่าจะได้รับโอกาสลงสนาม แทนที่จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนสามแนวรุกจะเป็น ซาดิโอ มาเน่ , โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เหมือนเดิม

แวสแฮมต์ – ขุนค้อนที่วันนี้บุกมาเยือน เพิ่งบุกไปแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาด้วยสกอร์ 2-0 โดยหกนัดหลังสุด ยังไม่ชนะใครเลย ด้านความพร้อมของตัวผู้เล่น จะไม่มีทั้ง แจ๊ค วิลเชียร์ , ไรอัน เฟรดเดอริคส์ และ อันเดรย์ ยาร์โมเลนโก้ ที่หมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทีม

โดยเดวิด มอยส์ น่าจะมาในระบบ 3-5-2 ผู้รักษาประตูเป็น ลูคัส ฟาเบียสกี้ กองหลังสามราย ประกอบด้วย อิสซ่า ดิย็อป , แองเจลโล อ็อกบอนน่า และไรอัน เครสเวลล์ กองกลางทั้งห้าตัวจะใช้งาน โรเบิร์ต สน็อดกราส , คีแรน ไรซ์ , มาร์ค โนเบิ้ล , โทมัส ซูเซค และ อาธูร์ มาซูอากู แดนหน้าเป็น มิคาอิล อันโตนิโอ จับคู่กับ เซบาสเตียน อัลแลร์ ลงล่าตาข่าย

บทวิเคราะห์ แวสแฮมต์ เอาชนะ ลิเวอร์พูลได้เพียงครั้งเดียว ตลอด 10 นัดหลังสุด ที่พบกัน โดยนัดล่าสุดต้องย้อนไปไกลถึงฤดูกาล 2015-2016 เลยทีเดียว โดยขุนค้อนเอาชนะไปได้ 2-0 สำหรับเกมนี้  ลิเวอร์พูลต้องการแต้มเพื่อเร่งขยับเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีก ส่วนแวสแฮมต์ ต้องการแต้มเช่นกัน เพื่อขยับหนีโซนตกชั้น ถึงแม้ลิเวอร์พูลจะขาดจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และเพิ่งแพ้มาในเกมน่าสุด แต่คาดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะลิเวอร์พูลมีขุมกำลังที่เหนือกว่า รวมทั้งได้เปรียบจากการเล่นในบ้าน ส่วนแวสแฮมต์ เน้นแพ็คเกมตรงกลางให้แน่น เพื่อหวัง 1 แต้มกลับไป แต่เชื่อว่าไม่น่าต้านทานแนวรุกของลิเวอร์พูลไหว

ผลที่คาด ลิเวอร์พูล 2-0 แวสแฮมต์ ยูไนเต็ด

พรีวิว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : เชลซี v บาเยิร์น มิวนิค

พรีวิว ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก : เชลซี v บาเยิร์น มิวนิค 

ตารางแข่งขัน : วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 (03.00 น.)

รายการแข่งขัน : ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

สนาม : แสตมฟอร์ด บริดจ์

วิเคราะห์เกมการแข่งขัน

‘สิงโตน้ำเงินคราม’ กลับมาเก็บชัยได้อีกคำรบ หลังเปิดบ้านเฉือนชนะ สเปอร์ ไป 2-1 หลังจากที่ลูกผีลูกคนมาตลอด

ในช่วงหลัง โดยเก็บชัยชนะได้เพียง 2 จาก 6 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ

ลูกทีมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ต้องรับศึกหนักอีกครั้ง เมื่อพวกเขาต้องเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของโคตรทีมอย่าง

‘บาเยิร์น มิวนิค’ ทีมจ่าฝูงบุนเดสลีก้าในขณะนี้ ในศึกถ้วยหูใหญ่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ตอนนี้ฟอร์มกำลังร้อนแรง ชนะ 6

เสมอ 1 จาก 7 นัดล่าสุดรวมทุกรายการ

คาดว่าเกมนี้ ด้วยสภาพทีมของทางเจ้าบ้าน แม้จะไม่ได้จัดชุดที่ดีที่สุด แต่ก็น่าจะเป็นชุดที่พร้อมที่สุดลงสนาม และ

แม้ว่าสิงห์บลูของแลมพาร์ด จะเป็นทีมที่มักเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งโดยธรรมชาติ แต่เมื่อเจอกับทีมอย่างเสือใต้ ก็อาจเป็นไปได้ว่า

ต้องปรับแท็คติคตามความเหมาะสม

สภาพความพร้อมของเชลซี น่าจะยังขาด เอ็นโกโล ก็องเต้ และ คริสเตียน พูลิซิช ที่ยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บอยู่

ส่วน คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ยังต้องเช็คความพร้อมอีกครั้ง แต่ก็อาจได้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ แทมมี่ อับราฮัม กลับมาเป็น

ตัวเลือกให้กับทีม อยู่ที่ว่าแลมพาร์ดต้องการเข็นลงหรือไม่

ทางด้านทีมเยือน ‘บาเยิร์น มิวนิค’ ของ ฮันส์ ดีเทอร์ ฟลิค ฟอร์มกำลังเข้าฝัก 12 นัดหลังสุดในทุกรายการ เก็บชัยชนะ

ไปได้ถึง 10 เกมด้วยกัน และเกมนี้ต้องออกไปเยือน เชลซี ถึงลอนดอน ที่ตอนนี้ฟอร์มดูจะพร้อมแพ้ได้ทุกทีมเหมือนกัน แต่คาด

ว่า เสือใต้ น่าจะเน้นรัดกุมและบุกมาหวังแค่อเวย์โกลเพียงประตูเดียวเสียมากกว่า

สภาพความพร้อม จะยังไม่สามารถใช้งาน ชาบี้ มาร์ติเนซ และ อิวาน เปริซิช ได้อย่างแน่นอน โดยพร้อมส่งทั้ง โรเบิร์ต

เลวานดอฟสกี้, ฟิลิปเป คูตินโญ และ แซร์จ นาบรี้ ลงไปเป็นตัวอันตรายในเกมรุก

 

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่ , รีช เจมส์, เคิร์ท ซูม่า, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รูดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า,

มัตเตโอ โควาซิซ, จอร์จินโญ่, วิลเลี่ยน, เมสัน เมาท์, โอลิวิเยร์ ชิรูด์

บาเยิร์น มิวนิค : มานูเอล นอยเออร์, แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์, ดาบิด อลาบา, เจโรม บัวเต็ง, อัลฟอนโซ่ เดวี่ส์,

ติอาโก้ อัลคันทาร่า, โยชัว คิมมิช, โทมัส มุลเลอร์, แซร์ก กนาร์บี้, ฟิลิฟเป้ คูตินโญ่, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

 

สกอร์ที่คาด

เชลซี 0-1 บาเยิร์น มิวนิค

ยังไม่เพียงพอ! เผย 3 ตำแหน่งที่หงส์แดงต้องเสริมในช่วงตลาดซัมเมอร์ 2020

ยังไม่เพียงพอ! เผย 3 ตำแหน่งที่หงส์แดงต้องเสริมในช่วงตลาดซัมเมอร์ 2020

ในช่วงหลังมานี้ ลิเวอร์พูลแทบจะไม่ได้ซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามามากมายนัก โดยในตลาดซื้อขายรอบล่าสุด ทัพหงส์แดง เพิ่งได้ตัว ทาคุมิ มินามิโนะ ตัวรุกสัญชาติญี่ปุ่น มาเพียงรายเดียว ซึ่งนั่นย่อมไม่เพียงพอ เนื่องจากโปรแกรมการแข่งขึ้นที่มากขึ้น การแข่งขันที่สูงขึ้นทุกปี การมีนักเตะหมุนเวียนให้ใช้งาน จึงเป็นสำคัญอย่างยิ่ง และเราขอคัด 3 ตำแหน่งที่หงส์แดงต้องเสริม หากหวังจะมีรักษาผลงานโดดเด่นต่อเนื่องในฤดูกาลหน้า

ตำแหน่งแบ็คขวา ถึงลิเวอร์พูล จะมี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนล ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วงหลัง จนก้าวไปเป็นฟูลแบ็คระดับโลก และยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างต่อเนื่องในถิ่นแอนฟิลด์ แต่หากลองมองให้ลึกลงไปในตำแหน่งนี้ ลิเวอร์พูลมีเพียง นาธาเนียล ไคลน์ เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งดูแล้วน่าจะถูกปล่อยตัวออกจากทีม หลังจบฤดูกาลนี้ ส่วน เนโก้ วิลเลี่ยม แบ็คขวารุ่งวัย 18 ปี แม้จะทำผลงานได้ดี ในการลงเล่นฟุตบอลถ้วย แต่ก็ยังคงต้องสะสมประสบการณ์อีกซักหน่อย ดังนั้นการมีแบ็คขวาอีกซักคน เพื่อมาแบ่งเบาภาระของ เทรนต์ คงจะดีไม่น้อย

ตำแหน่งตัวรุกอเนกประสงค์ แม้จะได้ ทาคุมิ มินามิโนะ เข้ามาเสริมทีม รวมถึงยังมีดิวอค โอริกี้ แต่ดูเหมือนว่านั่นยังไม่เพียงพอ ที่จะแบ่งเบาภาระของ 3 ประสานอย่าง มาเน่ เฟอร์มิโน่ ซาล่าห์ ที่กรำศึกหนักมาถึง 3 ฤดูกาลติดต่อกัน ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องซื้อผู้เล่นระดับบิ๊กเนมเข้ามา และต้องเล่นได้ทุกตำแหน่งในแนวรุกอีกด้วย โดยขณะนี้ ทัพหงส์แดงตกเป็นข่าวพัวพันอย่างหนักกับ ทีโม แวร์เนอร์ ตัวรุกสายเลือดเยอรมัน ซึ่งตอบโจทย์ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นอย่างมาก และเชื่อว่าหากได้ แวร์เนอร์ มาร่วมทัพจริง หงส์แดงจะน่ากลัวขึ้นไปอีกในฤดูกาลต่อไป

ตำแหน่งแบ็คซ้าย หลังจาก อัลแบร์โต้ โมเรโน่ ถูกปล่อยตัวออกจากทีม ทำให้หงส์แดงไม่มีตัวเลือกสำรอง ในตำแหน่งแบ็คซ้ายเลย ถึงแม้ แอนดรูว โรเบิร์ตสัน เจ้าของตำแหน่งงคนปัจจุบัน จะเป็นผู้เล่นที่มีความฟิตสูง แต่ถ้าหากเกิดเจ็บขึ้นมา ใครจะเป็นตัวเลือกในตำแหน่งนี้ล่ะ ? คล็อปป์มักจะจับ เจมส์ มิลเนอร์ ลงไปประจำการแทนอยู่เสมอ ซึ่งก็ทำได้เพียงแค่แก้ขัดเท่านั้น ส่วนในรายของดาวรุ่งอย่าง ยาสเซอร์ ลารูซี่ ก็ยังก็ต้องเก็บสะสมประการณ์ให้แน่นอนกว่านี้ซักหน่อย เชื่อว่าการคว้าตัวแบ็คซ้ายมาร่วมทีมซักคน เพื่อเป็นอะไหล่ของโรเบิร์ตสัน น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มการแข่งขันในตำแหน่งนี้อีกด้วย